การอ่านบทความ

นักเรียนอ่านบทความจาก Link นานาสาระ แล้วเลือกมา 1 เรื่องที่ประทับใจชอบเพราะอะไรให้เหตุผล พร้อมบอกข้อคิดดีๆหรือคิดคำประโยคเด็ดๆโดย
 แสดงความคิดเห็นลงในนี้เลยนะครับ^^

คณะรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรี(The Cabinet)

 

•นายกรัฐมนตรี
•รัฐมนตรีอื่นไม่เกิน 35 คน
•การเสนอชื่อผู้ที่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรี จะต้องมีมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรับรองไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของสมาชิกทั้งหมด
•การเลือกนายกรัฐมนตรีต้องทำภายใน 30 วันนับแต่มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก
•การลงมติต้องเป็นการลงคะแนนอย่างเปิดเผย
•ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมด

คณะรัฐมนตรีกับการบริหารราชการแผ่นดิน

•การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง
•การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาค = จังหวัด อำเภอ
•การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น = หมูบ้าน ตำบล อบต.

การถ่วงดุลอำนาจระหว่างคณะรัฐมนตรีกับรัฐสภา

คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน

กดดูที่ Link ตรงนี้

 

การเมืองการปกครอง

ระบอบการปกครอง

•มี 2 แบบ คือ 
–ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย
–ระบอบการปกครองแบบเผด็จการ

ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย(Democracy)

ความหมายดดยรวมคือ การปกครองโดยประชาชน ระบอบกาปกครองที่ประชาชนมีอำนาจสูงสุด

หลักสำคัญของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย

•หลักอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน
•หลักเหตุผล
•หลักเสียงข้างมาก
•หลักความยินยอม
•หลักประนีประนอม
•หลักความเสมอภาค
•หลักสิทธิเสรีภาพและหน้าที่
•หลักนิติธรรม
•หลักปกครองตนเอง

รูปแบบของระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยมี 3 รูปแบบ

•แบบรัฐสภา
•แบบประธานาธิบดี
•แบบกึ่งรัฐสภากึ่งประธานาธิบดี

1.แบบรัฐสภา

•มีสภาเดียวหรือ อาจมี 2 สภา ก็ได้ คือทั้ง ส.ส. และ ส.ว.
•ถ้าในสหราชอาณาจักรเรียก ส.ส. ว่า สภาล่างหรือสภาสามัญ ส่วน ส.ว. เรียกว่า สภาสูงหรือสภาขุนนาง
•มีการใช้อำนาจ นิติบัญญัติ และ อำนาจบริหาร
•มีกลไกการถ่วงดุลอำนาจ

รัฐสภาในไทย

•มี ส.ส. 480 คน แบ่งออกเป็นสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวน 400 คน และสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบสัดส่วนจำนวน 80 คน
•วุฒิสภา มีจำนวน 150 คน โดยมาจากการคัดสรรจำนวน 74 คน และ เลือกตั้ง 76 คน หรือ จังหวัดละ 1 คน เลือกตั้งครั้งแรกในวันที่2 มีนาคม2551

คณะรัฐมนตรีมีไม่เกิน 35 คน

แบบประธานาธิบดี

•มีประธานาธิบดีเป็นผู้ใช้อำนาจบริหาร
•มีระบบแบบรัฐสภาเหมือนกัน
•อำนาจนิติบัญญัติอยู่ที่รัฐสภา
•ประธานาธิบดีและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้ง

แบบกึ่งรัฐสภากึ่งประธานาธิบดี

•ประธานาธิบดีทำหน้าที่เป็นทั้งประมุขและเป็นผู้บริหารแผ่นดินร่วมกับนายกรัฐมนตรี

 

•นายกเป็นผู้ประกาศลงนามประกาศใช้กฎหมาย

 

•รัฐสภาทำหน้าที่ออกกฎหมาย

 

•ประธานาธิบดีเป็นผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศและการเมืองต่างๆ

 

•ประธานาธิบดีมีอำนาจยุบสภา

การปกครองแบบเผด็จการ

•ระบอบการปกครองที่ให้ความสำคัญกับผู้ปกครองหรือรัฐบาลมากกว่าเสรีภาพส่วนบุคคล
•มี 2 รูปแบบ คือ 1.เผด็จการอำนาจนิยม 2.เผด็จการเบ็ดเสร็จ

เผด็จการอำนาจนิยม

•การปกครองที่ใช้อำนาจเป็นหลักเกณฑ์
•คำนึงฐานะทางสังคมน้อยกว่าโครงสร้างระเบียบวินัย
•มักเน้นการควบคุมตรวจสอบ
•จำกัดอิสรภาพ สื่อ อยู่ในการตรวจสอบ ไม่ยอมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทางการเมือง
•รัฐยังคงให้เสรีภาพทางเศรษฐกิจและสังคม

มีการลงโทษผู้กระทำผิดอย่างรุนแรง

เผด็จการเบ็ดเสร็จ

•การปกครองที่มีผู้นำหรือผู้ปกครองเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดเป็นผู้ใช้อำนาจเด็จขาดเพียงผู้เดียว
•ควบคุมการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและบุคคล ต้องอยู่ในอำนาจของรัฐ
•เช่น ระบบเผด็จการนาซีของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (War2)
•ระบบเผด็จการฟาสซิสต์ เบนิโต มุสโซลินี (War1)
•ระบบเผด็จการคอมมิวนิสต์ ของคาร์ล มาร์ก
      –นิโคไล เลนิน นำไปใช้รัฐเซีย
      –เหมา เจ๋อตุง นำไปใช้จีน

 

แนวข้อสอบ

ธนบุรี

-จุดเด่นของกรุงธนบุรี

-มีการควบคุมไพร่เพราะในเวลานั้นมีสงครามมาก

-การแกครองส่วนกลาง จตุสดมภ์ ให้ไปดูว่ามีอะไรบ้างทำหน้าที่อะไร

-ผู้รั้งเกี่ยวข้องกับอะไร

-ความสัมพันธ์ลาว มีการทำสงครามได้พระแก้วมรกตและพระบาง

-ธนบุรีกับเขมร ธนบุรียกทัพไปตีเพราะเขมรมักเกิดความวุ่นวายในราชวงศ์ของเขมรมีการแย่งชิงอำนาจ

-ธนบุรีกับจีนมีความสัมพันธ์ การค้าขาย

-ความไม่สงบตอนปลายเกิดกบฎพระยาสรรค์

กรุงรัตนโกสินทร์

=ย้ายมาจากธนบุรีมารัตนโกสินทร์เพราะธนบุรีมีพื้นที่คับแคบ

=การปกครองรัตนโกสินทร์ตอนต้นรูปแบบเดิม(จตุสดมภ์) # กรมท่าก็คือกรมคลังนะครับ^^

กรมกลาโหม(สมุหกลาโหม)—ดูทหาร

กรมมหาดไทย(สมุหนายก)—-ดูแลพลเมือง

=ตะวันตกรุ่งเรืองในสมัย ร.4

=รูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตย สมัย ร.6(จัดตั้งอะไร??)

=รัตนโกสินทร์ตอนต้น มีระบบผูกขาดสินค้าโดยรัฐ ตำแหน่งผูกขาดคือเจ้าภาษีนายอากร

=สินธิสัญญาเบาริงทำสมัยร.4 หลังจากน้นทำให้เศราฐกิจขยายตัว ยกเลิกระบบผูกขาด เจ้าภาษีนายอากร

=สนธิสัญญาเบอนี่ทำสมัยร.3 ซึ่งสนธิสัญญาฉบับแรก

=ร.7 ทรงแก้ปัญหาเศราฐกิจตกต่ำโดยการปลดข้าราชการ

=ร.5ผูกมิตรกับยุโรปเพื่อนนำเอามาพัฒนาประเทศไทย

=ท้าวสุรนารี(ย่าโม) สงครามกับลาว

=ท้าวเทพกษษัตริย์ตรีและท้าวศรีสุนทร สงครามเก้าทัพ กับพม่า

=ไพร่มี3ประเภท ไปดูว่าแต่ละประเภททำหน้าที่อะไร

=ชาติแรกเข้ามาในไทย

=รัฐธรรมนูญฉบับแรก???

=นายกรัฐมนตรีคนแรก??

=เหตุการณ์ทางการเมือง 14ตุลา พฤษภาทมิฬ การเปลี่ยนแปลงการปกครอง2475 มีใครเกี่ยวข้องบ้างไปอ่านมา^^

สุดท้าย อย่าลืมเอา ดินสอ2B มาใช้ในการสอบด้วยนะครับ

ขอให้นักเรียนทุกคนโชคดี^^

แนวข้อสอบการแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์-สงครามโลก

1.การแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์

สมัยก่อนประวัติศาสตร์

สมัยประวัติศาสตร์

**สิ่งที่ต้องจำและเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยุคสมัยก่อนประวิติศาสตร์และสมัยประวัติศาสตร์

**ลักษณะของยุคหินเก่า หินใหม่ หินกลาง และยุคโลหะ แต่ละยุคมีลักษณะอย่างไร

**อักษรไฮโรกลิฟิก และ คูนิฟอร์ม

สงครามโลกนะครับ

ออกไม่ค่อยเยอะ เน้นคือสงครามเย็น สาเหตุการเกิดสงครามเย็น

ขอให้นักเรียนทุกคนโชคดี^^

พัฒนาการทางการเมืองการปกครองสมัยประชาธิปไตย

พัฒนาการทางการเมืองการปกครองสมัยประชาธิปไตย

การปฏิวัติการเปลี่ยนแปลงการปกครองเข้าสู่ระบบประชาธิปไตย

  • การเปลี่ยนแปลการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475  ในสมัยรัชการที่7
  • กลุ่มบุคคลผู้ก่อการปฏิวัติเรียกว่า “คณะราษฎร” ประกอบด้วย

–                 ผู้นำฝ่ายทหาร คือ พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์  พหลโยธิน)

–                 ผู้นำฝ่ายพลเรือน คือ หลวงประดิษฐ์มนูญธรรม (ปรีดี  พนมนงค์)

สาเหตุของการปฏิวัติ 2475

  • ความเสื่อมโทรมทางเศรษฐกิจ
  • ความเลื่อมล้ำทางสังคม
  • อิทธิพลความคิดทางการเมืองของประเทศตะวันตก
  • อิทธิพลของหนังสือพิมพ์

ผลของการปฏิวัติ 2475

  • คณะราษฎรเข้ายึดอำนาจเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ทำโดยสำเร็จปราศจากการนองเลือด
  • มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ ร.7 ทรงลงพระปรมาภิไธยในร่างรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ
  • ฉบับชั่วคราวใช้เมื่อ 27 มิถุนายน 2475
  • ฉบับจริงใช้เมื่อ 10 ธันวาคม 2475

ความขัดแย้งทางการเมืองภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

  • รัฐบาลชุดแรกมีพระยามโนปกรณ์นิติธาดา (ก้อน หุตะสิงห์) เป็นนายกรัฐมนตรี  การเมืองการปกครองไม่ค่อยราบรื่นเกิดปัญหาความขัดแย้ง
  • ความขัดแย้งเกิดจาก “ร่างเค้าโครงการเศรษฐกิจ” ของหลวงประดิษฐ์มนูญธรรม (ปรีดี พนมยงค์)
  • มีข้อคิดเห็นที่ขัดแย้งกันนายกรัฐมนตรีจึงประกาศพระราชกฤษฎีกาปิดสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2476
  • การทำรัฐประหารของคณะทหาร เมื่อ 20 มิถุนายน 2476
  • กบฏบวรเดช เมื่อ 10 ตุลาคม 25476
  • พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกาศสละพระราชสมบัติ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2477 ขณะประทับอยู่ที่อังกฤษ
  • เนื่องจากรัฐบาล(พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นนายกรัฐมนตรี)บริหารประเทศโดยไม่ฟังเสียงและความต้องการที่แท้จริงของประชาชน
  • รัฐบาลในชุดๆต่อมามีนายกรัฐมนตรีมาจากบุคคลในคณะราษฎร หลายคน
  • จอมพล ป. พิบูลสงคราม (2481-2487) เป็นนายกรัฐมนตรีที่ใช้นโยบายชาตินิยม เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่1
  • นายปรีดี พนมยงค์ (2489) กรณีการเสด็จสวรรคตของ ร.8
  • พลเรือถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ (2489-2490) ต้องเผชิญปัญหาทางเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่2 ถูกทหารกลุ่มหนึ่งยึดอำนาจ เป็นการสิ้นสุดกลุ่มบุคคลในคณะราษฎร

การเมืองการปกครองไทยในบรรยากาศของการรัฐปะหาร

  • ปฏิวัติ ( Revolution )
    หมายถึง การเปลี่ยนรูปแบบหรือระบอบการปกครองประเทศ จากรูปแบบหนึ่ง ไปสู่อีกรูปแบบหนึ่ง
  • รัฐประหาร ( coup d’etat )
    หมายถึง การใช้กำลัง เพื่อเปลี่ยนแปลงผู้นำรัฐบาล โดยระบอบการปกครองยังคงเดิม
  • การพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของไทยไม่ราบรื่น(2490-2534)

–                 มีการรัฐประหารยึดอำนาจจากฝ่ายทหารเป็นระยะ ทั้งหมด 8 ครั้ง

  • ผลเสียที่บ้านเมืองได้รับจากการก่อรัฐประหาร

–                 ทำให้ระบอบประชาธิปไตยไม่เข้มแข็ง

–                 ขาดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ถอยหลัง ทุกอย่างต้องหยุดและเริ่มใหม่

การเมืองการปกครองของไทยในยุคกระแสประชาธิปไตย

  • กรณี 14 ตุลาคม 2516
  • กรณี 6 ตุลาคม 2519
  • เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535

กรณี 14 ตุลาคม 2516

  • สมัยจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี
  • เกิดจากการรวมพลังของนักศึกษาและประชาชนเพื่อโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการทหาร(ธีรยุทธ บุญมี)
  • ผู้ชุมนุมประท้วงที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และถนนราชดำเนิน รัฐบาลใช้กำลังทหารปราบปรามผู้ชุมนุม จนเกิดเหตุรุนแรง
  • จอมพลถนอม กิตติขจรต้องประกาศลาออก

กรณี 6 ตุลาคม 2519

  • เป็นเหตุการณ์นองเลือดที่อำนาจเผด็จการใช้กำลังเข้าปราบปรามนักศึกษา
  • คณะทหารเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน
  • สาเหตุเกิดจากจอมพลถนอม กิตติขจร เดินทางกลับประเทศไทยและอุปสมบท ในเดือนกันยา 2519
  • วันที่ 6 ตุลาคม 2519 เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมผู้ชุมนุมประท้วงมีปการปราบปรามอย่างรุนแรง
  • คณะทหารที่เรียกว่า “คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน” ได้ยึดอำนาจการปกครองประเทศ และยกเลิกรัฐธรรมนูญ
  • ทำให้รัฐบาลพลเรือนที่มี ม.ร.ว.เสนีย์  ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรีต้องพ้นตำแหน่งไป

เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535

  • เป็นการต่อสู้เรียกร้องของประชาชน เป็นเหตุนองเลือดเพราะรัฐใช้วิธีปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรง
  • เกิดจากพลเอกสุจินดา คราประยูร เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยมิได้เป็น ส.ส. (ขาดคุณสมบัติ)
  • เกิดการชุมนุมประท้วงเกิดจลาจลนองเลือด 17-20 พฤษภาคม 2535
  • ยุติลงด้วยพระบารมีของในหลวง
  • ผลเอก สุจินดา คราประยูร ยินยอมลาออกจากต่ำแหน่ง

 

 

ประวัติศาสตร์ไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

ประวัติศาสตร์ของไทยสมัยรัตนโกสินทร์

การสถาปนาพระราชวงศ์จักรี

-สมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึก แม่ทัพใหญ่ของกรุงธนบุรีเป็นผู้แก้ไขสถานการณ์ความไม่สงบจากกรณีกบฏพระยาสรรค์ตอนสมัยปลายรัชกาลของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

-เมื่อสิ้นรัชกาลสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ เหล่าขุนนางข้าราชการได้อัญเชิญสมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึก ขึ้นครองราชย์เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2325 ทรงพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

การสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี

  • พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่1) โปรดให้ย้ายราชธานีจากกรุงธนบุรีไปยังที่แห่งใหม่ซึ่งอยู่คนละฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อพ.ศ.2325 ต่อมาได้พระราชทานนามว่า กรุงรัตนโกสินทร์ หรือ กรุงเทพฯ ในปัจจุบัน
  • ความไม่เหมาะสมเป็นราชธานีของกรุงธนบุรี(ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา)

–    ความคับแคบของเขตพระราชวัง เนื่องด้วยถูกขนาบด้วยสัดทั้งสองด้าน(วัดอรุณราชวรารามและวัดโมฬีโลกธาราม)

–  ความไม่เหมาะสมในเรื่องสภาพภูมิประเทศ อยู่ในบริเวณท้องคุ้งน้ำอาจถูกน้ำและคลื่นกัดเซาะตลิ่งพังได้ง่าย

– ความไม่เหมาะสมในทำเลที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ กรุงธนบุรีมีป้อมปราการไว้ป้องกันข้าศึกทั้งสองฝั่งแม่น้ำ โดยมีแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านเปรียบเสมือนเป็นเมืองอกแตก

  • ความเหมาะสมเป็นราชธานีของกรุงรัตนโกสินทร์

–    ขยายเมืองในอนาคต ทางฝั่งตะวันออกเป็นที่ราบลุ่มและมีพื้นที่กว้าง

–     การป้องกันการรุกรานของข้าศึก

ปัจจัยที่เป็นผลดีต่อพัฒนาการด้านต่างๆ

–     อยู่ใกล้ทะเลหรือปากอ่าวไทย

–    ตั้งอยู่ในเขตอากาศร้อนชื้น

–     เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำที่มีดินดีน้ำดี

–     เป็นศูนย์รวมของการเผยแพร่ทางวัฒนธรรม

ลักษณะการเมืองการปกครองสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

การปกครองภายในราชธานี

สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ร.1-ร.3 มีการจัดระเบียบการปกครองในราชธานี โดยมีอัครมหาเสนาบดี 2 ตำแหน่งและเสนาบดีจตุสดมภ์อีก 4 ตำแหน่ง เป็นผู้รับผิดชอบ

1.กรมมหาดไทย เรียกว่า สมุหนายก ดูแลรับผิดชอบราชการทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน

ในหัวเมืองฝ่ายเหนือทั้งหมด

2.กรมกลาโหม เรียกว่า สมุหพระกลาโหม ดูแลรับผิดชอบราชการทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน

ในหัวเมืองฝ่ายใต้

3.กรมเมือง(นครบาล) เจ้าพระยายมราช ดูแลรักษาความสงบและความเป็นระเบียบเรียบร้อย

ในราชธานีการปกครองภายในราชธานี

4.กรมวัง(ธรรมาธิกรณ์) มีเจ้าพระยาธรรมาธิกรณ์ ดูแลกิจการภายในพระราชวังและพระราชพิธีต่างๆ พิจารณาพิพากษาคดีความของราษฎร

5.กรมคลัง(โกษาธิบดี) มีเจ้าพระยาพระคลัง ดูแลเกียวกับเงินรายได้และรายจ่ายของแผ่นดิน ติดต่อค้าขาย ดูแลหัวเมืองชายฝั่งทะเลตะวันออก(กรมท่า)

6.กรมนา(เกษตรธิการ) มีพระยาพลเทพ ดูแลเสบียงอาหารขอแผ่นดิน เก็บภาษีค่านาจากราษฎร

(ภาษีหางข้าว)

การปกครองหัวเมือง

  • หัวเมืองชั้นใน เป็นเมืองที่อยู่ใกล้ราชธานีและมีฐานะเป็นชั้นเมืองจัตวา

–   เมืองพระประแดง นครเขื่อนขัณฑ์

–    ผู้ปกครองเรียกว่า ผู้รั้ง

  • หัวเมืองชั้นนอก เป็นเมืองที่อยู่ห่างไกลจากราชธานี มีฐานะเป็นเมืองชั้นเอก ชั้นโท และชั้นตรี

–    เมืองพิษณุโลก นครสวรรค์ นนทบุรี สาครบุรี จันทบุรี เพชรบุรี สงขลา

  • หัวเมืองประเทศราช เป็นเมืองของชนชาติต่างภาษา

–    จำปาศักดิ์ ทะวาย มะริด หลวงพระบาง ไทรบุรี กลันตัน

–   จะต้องส่งเครื่องราชบรรณาการมายังราชธานีทุกๆ 3 ปีต่อครั้ง

การปกครองส่วนท้องที่

  • หมู่บ้าน ผู้ปกครองดูแล คือ ผู้ใหญ่บ้าน
  • ตำบล หมูบ้านหลายๆหมู่บ้านรวมเป็นตำบล ผู้ปกครองดูแลคือ กำนัน
  • แขวง ตำบลหลายๆตำบลรวมเป็นแขวง ผู้ปกครองดูแลแขวงคือหมื่นแขวง

เศรษฐกิจในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

  • ประเทศในเอเชียที่ไทยติดต่อค้าขาย ได้แก่ จีน ชวา สิงคโปร์ และอินเดีย
  • สินค้าออกได้แก่ ดีบุก งาช้าง ไม้ น้ำตาล พริกไทย และของป่า
  • สินค้าเข้าได้แก่ เครื่องถ้วยชามสังคโลก ชา ไหม เงิน ปืน ดินปืน
  • รายได้จากการเก็บภาษี

–    จังกอบ เป็นภาษีที่เรียกเก็บจากการชักส่วนสินค้า ด่านขนอน

–  อากรส่วนที่เก็บจากผลประโยชน์ที่ราษฎรทำมาหาได้ในการประกอบการต่างๆเช่น ทำนา ทำไร่ ทำสวน

–     ส่วย  สิ่งของที่รัฐบาลเรียกร้องเอาจากเมืองที่อยู่ภายใต้ปกครอง

–     ฤชา ค่าธรรมเนียมที่ทางราชการเรียกเก็บจากราษฎรซึ่งได้รับประโยชน์จากรัฐเป็นการเฉพาะตัว

สภาพสังคมในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

  • มีการสนับสนุนเป็นไพร่ส่วยมากขึ้น
  • ชาวจีนได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยมากขึ้น

การศึกษาในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

  • ศูนย์กลางอยู่ที่วัด
  • การศึกษาเล่าเรียนจำกัดอยู่เฉพาะเด็กชาย
  • ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน

การทำสงคราม

  • การทำสงครามปกกันประเทศ
  • การทำสงครามขยายอาณาจักร
  • ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีวีรสตรี 3 ท่าน คือ

– ในสงครามเก้าทัพ ได้แก่ ท้าวเทพสตรี ท้าวศรีสุนทร(คุณหญิงจัน คุณหญิงมุก จังหวัดภูเก็ต)

– ในการทำศึกเวียงจันทร์ ได้แก่ ท้าวสุรนารี (คุณหญิงโม จังหวัดนครราชสีมา)

ความสัมพันธ์กับประเทศตะวันตก

  • โปรตุเกส

–    เป็นชาติตะวันตกชาติแรกที่เข้ามาติดต่อ

–    สมัย ร.2 ไทยได้ส่งเรือไปค้าขายกับโปรตุเกสที่มาเก๊า

–     โปรตุเกสสร้างสถานกงสุลในประเทศไทยเป็นประเทศแรก

  • อังกฤษ

–    ทำสัมพันธไมตรีกับไทยเพื่อหวังประโยชน์ในดินแดนมลายู

–    ในสมัย ร.3 อังกฤษได้มาขอความช่วยเหลือให้ไทยช่วยรบกับพม่า

–   ไทยกับอังกฤษได้ทำสนธิสัญญาเบอร์นี

 

สมัยรัตนโกสินทร์สมัย ร.4-ร.7

ลักษณะการเมืองการปกครองของไทยสมัยรัตนโกสินทร์ยุคใหม่

  • การเมืองการปกครองสมัยใหม่ เริ่มตั้งแต่รัชการที่4
  • เป็นยุคที่ไทยเริ่มรับอิทธิพลทางวัฒนธรรมตะวันตก

การทำสนธิสัญญาเบาริง(พ.ศ.2398)

  • อังกฤษของตั้งสถานกงสุลในไทย
  • คนอังกฤษมีสิทธิเช่าที่ดินในประเทศไทยได้
  • คนอังกฤษสามารถสร้างวัดและเผยแพร่คริสต์ศาสนาได้
  • เก็บภาษีขาเข้าได้ไม่เกินร้อยละ 3
  • พ่อค้าอังกฤษและพ่อค้าไทยมีสิทธิค้าขายกันโดยเสรี
  • ถ้าไทยทำสนธิสัญญากับประเทศอื่นๆ ที่มีผลประโยชน์เหนือ ประเทศอังกฤษจะต้องทำให้อังกฤษด้วย

ผลของสนธิสัญญาเบาริง

  • ผลดี

–     ไทยรอดพ้นจาการเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ

–      การค้าขายขยายตัวมากขึ้น

–      อารยธรรมตะวันตกเข้ามาแพร่หลาย

  • ผลเสีย

–    ไทยเสียสิทธิทางการศาลให้อังกฤษ

–      อังกฤษเป็นชาติที่ได้รับสิทธิพิเศษหลายอย่าง

–    อังกฤษเป็นฝ่ายได้เปรียบ จึงไม่ยอมทำการแก้ไข

การปฏิรูปการเมืองการปกครองสมัยรัชการที่5

ในสมัย ร.5 (พ.ศ.2411-2453) เป็นช่วงที่บ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เพื่อให้ทันสมัยเท่ากับอารยประเทศ

1.การจัดตั้งสภาที่ปรึกษา พ.ศ.2471

2.การปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2435

3.การจัดตั้งรัฐมนตรีสภา พ.ศ.2437

การจัดตั้งสภาที่ปรึกษา

ประกอบด้วย 2 สภา

1.สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน(Council of State) ประกอบด้วยขุนนาง 12 คนทำหน้าที่เกี่ยวกับถวายความเห็น เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน

2.สภาที่ปรึกษาในพระองค์(Privy Council) ประกอบด้วยพระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางรวม 49 คน ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาส่วนพระองค์ในเรื่องเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน (คล้ายกับองคมนตรีในปัจจุบัน)

การปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดิน

  • การบริหาราชการส่วนกลาง ให้ยกเลิกตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีและเสนาบดีจตุสดมภ์ที่ใช้กันมาตั้งอยุธยา ตั้งกระทรวงขึ้นมาแทน 12 กระทรวง โดยมีเสนาบดีเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ
  • การบริหารราชการส่วนภูมิภาค

–   ยกเลิกการแบ่งหัวเมืองส่วนภูมิภาคที่เป็นเมืองชั้นเอก ชั้นโท ชั้นตรี และชั้นจัตวาและยกเลิกฐานะเมืองประเทศราช

–   จัดการปกครองแบบ มณฑลเทศาภิบาล ขึ้นแทน โดยรวมหัวเมืองต่างๆตั้งแต่3เมืองขึ้นไปเป็นมณฑล ขึ้นต่อกระทรวงมหาดไทย ผู้ปกครองมณฑลเรียกว่า ข้าหลวงเทศาภิบาล หรือ สมุหเทศาภิบาล

–     มณฑลเทศาภิบาล เมือง อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน

–     การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น

–                 จัดตั้งสุขาภิบาลกรุงเทพ พ.ศ.2442

–                 จัดตั้งสุขาภิบาลท่าฉลอม ตำบลท่าฉลอม เมืองสมุทรสาคร พ.ศ.2448

การจัดตั้งรัฐมนตรี

  • ร.5โปรดตรากฎหมายจัดตั้ง รัฐมนตรีสภา ขึ้นเมื่อ พ.ศ.2437 เพื่อให้เป็นสภาสำหรับประชุมปรึกษาเกี่ยวกับการตรากฎหมายข้อบังคับต่างๆ

การปรับปรุงการเมือง การปกครองสมัยรัชกาลที่6

  • กบฏ ร.ศ.130

–    เป็นการเคลื่อนไหวของทหารกลุ่มหนึ่ง เรียกว่าคณะพรรค ร.ศ.130 นำโดยร้อยเอกขุนทวยหาญพิทักษ์

–      เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เกิดในปี2454

–    แผนการเกิดรั่วไหลก่อน ถูกจับทั้งหมด

  • การจัดตั้งดุสิตธานี

–     เป็นเมืองจำลองการปกครองระบอบประชาธิปไตย

–     ตั้งขึ้นในเขตพระราชวังดุสิต เมื่อ พ.ศ.2461

การปรับปรุงการเมือง การปกครองสมัยรัชการที่7

  • จัดตั้งสภาต่างๆ เพื่อช่วยบริหารราชการแผ่นดิน

อภิรัฐมนตรีสภา เป็นสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน

เสนาบดีสภา เป็นที่ประชุมของเสนาบดีประจำกระทรวง

องคมนตรีสภา เป็นสภาที่ปรึกษาในข้อราชการที่ทรงขอความเห็น

  • เตรียมจัดการปกครองท้องถิ่นในรูปแบบเทศบาล

เพื่อให้ราษฎรมีส่วนร่วมในการปกครอง

มีการร่างกฎหมายและให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล

  • จัดทำร่างรัฐธรรมนูญ

ด้านการศึกษา

รัชกาลที่4

–    ตั้งโรงเรียนชายขึ้นที่ตำบลสำเหร่

–    ปัจจุบันคือ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตรียนวิทยาลัย

–    โรงเรียนสตรีแห่งแรกในประเทศไทย คือ โรงเรียนกุลสตรีวังหลัง

–      ปัจจุบันคือโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย

รัชกาลที่5

–    โรงเรียนทหารมหาดเล็ก

–     โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ

–      โรงเรียนวัดมหรรณพาราม(โรงเรียนสำหรับราษฎรแห่งแรก)

รัชกาลที่6

–       จัดตั้งมหาวิทยาลัยแห่งแรก คือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เหตุการณ์สำคัญต่างๆที่เกิดขึ้นรัชสมัยของกรุงรัตนโกสินทร์

รัชกาลที่1 พระบาทสมเด็จเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

–      พ.ศ.2325-2352 รวม 27 ปี

–      สถาปนากรุงเทพฯเป็นเมืองหลวง

–     การชำระกฎใหม่เรียกว่า กฎหมายตราสามดวง

–      สังคายนาพระไตรปิฎกและบูรณวัดวาอาราม

–       วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

–       วัดสุทัศน์เทพวราราม

–    วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

–      เกิดสงคราม 9 ทัพ

รัชกาลที่2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

–       พ.ศ.2325-2367 รวม 15 ปี

–        ผลงานด้านวรรณกรรม เช่น อิเหนา สังข์ทอง ไกรทอง ขุนช้างขุนแผน

–       พระสงฆ์ไทยเดินทางไปลังกาเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางพุทธศาสนา

–      จัดงานพระราชกุศลอย่างใหญ่โตในวันวิสาขบูชา

รัชกาลที่3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

–      พ.ศ.2367-2394 รวม 27 ปี

–     การตั้งระบบภาษีนายอากร

–     การทำสนธิสัญญากับอังกฤษคือ สนธิสัญญาเบอร์นีย์

–     ติดต่อค้าขายกับจีน

รัชกาลที่4 พระบาทสมเด็จพระจอมเหล้าเจ้าอยู่หัว

–         พ.ศ.2394-2411 รวม 17 ปี

–        มีการปรับปรุงประเทศเข้าสูความทันสมัย

–       เปลี่ยนการใช้เงินพดด้วงมาเป็นเงินเหรียญ

–        การให้ขุนนางสวมเสื้อเวลาเข้าเฝ้า ให้ราษฎรมาเฝ้าเสด็จอย่างใกล้ชิด

–       มีการนำวิทยาการของตะวันตกมาใช้ เช่นการแพทย์

–       การส่งทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ

–     การทำสนธิสัญญาเบาว์ริง

รัชกาลที่5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

–       พ.ศ.2411-2453 รวม 42 ปี

–        มีการยกเลิกทาส

–      ถูกชาติมหาอำนาจได้แก่ อังกฤษ  ฝรั่งเศสคุกคาม

–       มีการสร้างทางรถไฟ การไปรษณีย์ โทรเลข

–       มีการปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยแบบตะวันตก

รัชกาลที่6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

–     พ.ศ.2453-2468 รวม 15 ปี

–       เกิดกบฏ รศ.130

–      ประเทศไทยเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่1

–     การตั้งมหาวิทยาลัยแห่งแรกคือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

–    ประกาศใช้พระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ.2464

–       มีการใช้พุทธศักราชแทนรัตนโกสินทร์ศก

–    ก่อตั้งกองลูกเสือไทย

–      ให้มีการใช้นามสกุล

–      เปลี่ยนแปลงธงชาติจากรูปช้างเผือกเป็นธงไตรรงค์

รัชกาลที่7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

–    พ.ศ.2468-2477 รวม 9 ปี

–    เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

–เกิดกบฏบวรเดช

–    เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ

รัชกาลที่8 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล

–   พ.ศ.2477-2489 รวม 12 ปี

–    เกิดสงครามอินโดจีนระหว่างไทยกับฝรั่งเศส

–     เริ่มใช้วันขึ้นปีใหม่แบบสากล

–      ยกเลิกบรรดาศักดิ์และข้าราชการพลเรือน

–    ญี่ปุ่นบุกไทย และขอเดินทัพผ่านประเทศไทย

–      ไทยร่วมมือกับญี่ปุ่นประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้ง2

รัชกาลที่9 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

–       พ.ศ.2489-ปัจจุบัน

–     ประเทศไทยมีการพัฒนาการด้านต่างๆ

–   เกิดเหตุการณ์ทางการเมืองเช่น 14 ตุลาคม 2516 พฤษภาคม 2535

–   จัดพิธีสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 220 ปี

–     ทรงเป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดของโลก